วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ผลไม้ใกล้มีอเรา"มะปราง ตอนที่ 2 : พันธุ์มะปราง"

     พันธุ์มะปราง
     มะปราง หากแบ่งตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ จัดแบ่งออกได้ว 3 ชนิด
     1. Bouae microphylla (บูอี้ ไมโครฟิลล่า) คือ เป็นมะปรางที่มีใบเล็ก เช่น มะปรางป่า หรือพวกมะปริง (แต่ไม่ใช่ตะลิงปลิง) ทางภาคใต้ พวกนี้มีรสเปรี้ยว ผลเล็ก สำหรับมะปริงทางภาคใต้นั้น มักนำมาบริโภคผลดิบ ใช้ตำน้ำพริก ใส่แกงส้ม(แทนส้ม) หรือเอามาจิ้มกับมันกุ้ง ล้วนแล้วแต่เป็ฯอาหารพื้น ๆ ทางใต้ มีขึ้นอยู่ทั่วไป แต่หนาแน่นทางภาคใต้ ลักษณะผลกลม หรือกลมรี ผลเล็ก
     2. Bouae macrophylla (บูอี้ มาโครฟิลล่า) คือ พวกมะปรางผลใหญ่ขนาดผลเกือบเท่าผลมะม่วง เป็นพันธุ์ของต่างประเทศ อาจจะมาจากอินเดีย มีปลูกแถวแหลมมลายู เท่านั้น
     3. Gouae burmanica (บูอี้ เบอมานิก้า) คือ มะปรางโดยทั่ว ๆ ไปที่เราเห็นกัน
     ดังนั้น มะปรางที่มีความสำคัญทางไม้ผล คือ กลุ่มของ Bouae burmanica ซึ่งในกลุ่มนี้ยังแบ่งออกตามรสชาติ ที่แตกต่างกันได้อีก 3 ประเภท คือ
     1. มะปรางเปรี้ยว หมายถึง มะปรางต้นไหนก็ได้ที่ออกผลมาแล้ว แม้แต่นกกายังเมิน เปรี้ยวจี๊ดแม้ผลจะสุกแล้วก็ตาม นกกาตัวไหนเผลอไปจิกกินเข้าต้องรีบวางทันที เพราะรสเปรี้ยว ถ้าเป็นสำนวนโบราณเขาเรียกมะปรางลักษณะนี้ว่า "กาวาง" มีทั้งผลเล็ก และผลใหญ่ มีทั้งในป่า และในสวน
     แต่อย่างไรก็ตาม มะปรางเปรี้ยวก็ใช้ประโยชน์ในการแปรรูปได้ดี เช่น นำไปแช่อิ่ม หรือดอง
     2. มะปรางหวาน ซึ่งมะปรางที่มีรสชาติหวานทั้งหมดเขามักเรียกรวม ๆ กันว่า "มะปราง" ดังนั้น คำว่า "มะปราง" แต่เพียงอย่างเดียวในความเข้าใจของคนทั่ว ๆ ไป คือมะปรางที่มีรสหวานนั่นเอง ในอดีตนั้นมะปรางต้นที่มีชื่อเสียงที่สุด คือ ต้นในวังสระปทุม (วังสระปทุมอยู่ข้างเชิงสะพานหัวช้างฝั่งศูนย์การค้าสยาม กรุงเทพฯ)  และมะปรางหวานที่ ต.ท่าอิฐ ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ซึ่งมีชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และปัจจุบันรู้จักในชื่อ "มะปรางท่าอิฐ"
     3. มะยง ชื่อนี้ออกจะแปลกสักหน่อยในกลุ่มมะปราง มะปราง กับ มะยง แตกต่างกันด้านรสชาติ และคุณสมบัติผลเท่านั้น คือมะปรางต้นไหนที่เมื่อแก่จัดแล้วมีรสหวานและกินแล้วไม่ไอ ไม่ระคายคอ เขาก็เรียกว่า "มะยง"
     "มะยง" ยังแยกออกเป็น 2 พวก ได้อีก คือ พวกไหนที่หวานอมเปรี้ยวแต่เพียงมีเปรี้ยวติดเล็กน้อย ให้ชื่อว่า "มะยงชิด" แต่ถ้าต้นไหนเปรี้ยว (มาก) อมหวานบ้าง เขาก็ให้ชื่อว่า "มะยงห่าง"
     มะยงชิดที่วังสระปทุม นับเป็นต้นที่มีชื่อเสียงพร้อมกับมะปรางหวานแต่อดีต ปัจจุบันนี้จะมีหลงเหลือต้นอยู่บ้างก็คงน้อยเต็มที แต่อย่างไรก็ตาม มะยงชิดก็มีอยู่ทั่วไปในภาคกลาง และภาคเหนือของประเทศไทย และน่าจะเป็นต้นพันธุ์ดั้งเติมที่ขยายพันธุ์ปลูกกันทั่วทั้งกรุงเทพฯ ธนบุรี และนนทบุรี แล้วแพร่กระจายไปสู่หัวเมืองต่าง ๆ เช่น นครนายก ปราจีนบุรี อันเป็นแหล่งที่มีการปลูกมะปรางพันธุ์ดีกันมาก
     ข้อสังเกตมะปราง และมะยง
     เพื่อให้ความเข้าใจในเบื้องต้นว่าในกลุ่มมะปราง มีแยกออกเด่นชัด 4 ประเภท ดังกล่าวแล้วข้างต้น คือ มะปราง(มะปรางหวาน และมัน) กาวาง(เปรี้ยว) มะยงชิด(หวานอมเปรี้ยวนิด ๆ) และมะยงห่าง(เปรี้ยวมากกว่าหวาน)
     มะปราง คำนี้หมายถึง มะปรางหวานเมื่อสุก และมีรสมันเมื่อแก่(ดิบ) ข้อเสียของมะปรางนั้นคือ มียาง เมื่อกินเข้าไปหลายผล รู้สึกว่าเกิดอาการระคายคอ บ้างก็ไอ ลักษณะผลของมะปรางหวาน เราสังเกตได้ว่า มีผิวนวลออกซีด ๆ นวลใส เขียวไม่จัด(ดิบ) และเมื่อสุกสีเปลี่ยนเป็นเหลืองอ่อน
     มะยงชิด คำนี้หมายถึง มะปรางหวานอมเปรี้ยว แต่เมื่อได้ปอกเปลือกออกแล้วความเปรี้ยวก็จะหมดไป(เปรี้ยวบริเวณใต้ผิวเปลือก) ไม่มียางให้รู้สึกระคายคออย่างมะปรางหวาน ลักษณะผลเมื่อดิบสีผิวนวลเข้ม สีเขียวจัดกว่ามะปราง และเมื่อสุกสีจะเปลี่ยนเป็น สีเหลืองเข้ม มิได้เหลืองอ่อนดังเช่นมะปรางหวาน
     แต่การพิจารณาลักษณะภายนอกของลำต้น หรือใบ ต่างก็ไม่อาจชี้ชัดเจนได้ว่าต้นใหน คือ มะปรางหวาน ต้นใหนเป็นมะยงชิด เพราะเมื่อมองดูด้วยตาเปล่า ทั้งลำต้นและใบ จะเหมือนกันทุกประการ
     กรณีเอาเมล็ดไปปลูกสามารถกลายพันธุ์กลับไปกลับมาได้ อย่างเช่นเอามะยงชิดไปเพาะ อาจกลายเป็นมะยงห่าง หรือมะปรางหวาน หรือกาวาง ก็เป็นได้ ในทำนองเดียวกันเอาเมล็ด "กาวาง" ไปเพาะ อาจกลายเป็นมะปรางหวาน หรือมะยงไปได้ ซึ่งก็เปลี่ยนกลับไปกลับมาใน 2-3 ชนิดนี้ ดังนั้นเรามักจะเห็นว่าแหล่งไหนมีต้นมะปรางจำนวนมากต้น โดยผ่านระยะเวลาหลายสิบปี จะมีทั้งมะปรางหวาน เปรี้ยว มะยงชิด มะยงห่าง แซมซึ่งกันและกัน




ผลไม้ใกล้มือเรา "มะปราง"

ลักษณะทางพฤกษ์ศาสตร์
     มะปรางมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bouae burmanica griff. มีชื่อสามัญว่า Marin plum หรือ Ma-prang หรือ Garsluria ฮยู่ในตระกูล ANCARIACEAE มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
     มะปรางเป็นไม้ผลยืนต้นที่มีการเจริญเติบโตได้ดีแถบเขตร้อน หรือมีสภาพภูมิอากาศเป็นแบบร้อนชื้น มีลักษณะเด่นพิเศษสามารถทนต่อลม และความแห้งแล้งได้เป็นอย่างดี มีการเจริญแตกกิ่งก้านสาขาออกเป็นทรงพุ่มตั้งแต่ขนาดกลาง จนถึงใหญ่ ต้นที่เจริญเติบโตมาจากเมล็ดจะได้ลำต้น และทรงพุ่มที่ใหญ่มาก และมีอายุที่ยาวนานนับ 100 ปี สำหรับทางด้านรูปร่าง และลักษณะโดยทั่วไปของมะปรางจะเป็นดังนี้ คือ
     ราก
     เป็นส่วนของพืชที่หยั่งลึกลงไปในดิน เพี่อที่จะทำหน้าที่ในการหาอาหารมาเลี้ยงส่วนของลำต้น ในต้นที่เจริญมาจากเมล็ดส่วนของรากจะประกอบไปด้วยรากแก้ว ซึ่งจะมีขนาดใหญ่ที่สุดเจริญลึกลงไปในดินเป็นแนวดิ่ง รากแก้วจะมีความยาวมากในต้นที่มีอายุมาก อาจมีความยาว 5-6 เมตร หรือมากกว่า ถัดจากรากแก้วจะเป็นรากแขนง ซึ่งจะเจริญออกจากรากแก้วอีกทีหนึ่ง รากแขนงที่แตกออกจากส่วนของรากแก้วส่วนใหญ่จะเจริญไปในแนวนอนหรือเอียง และจะแผ่ขยายออกในแนวกว้าง เพื่อเป็นโครงสร้างยึดเกาะกับดินในการพยุงลำต้นไว้ไม่ให้โค่นล้มได้ง่าย ในส่วนของรากแขนงอันใหญ่จะมีรากแขนงย่อยแตกออกมาอีก และถัดไปก็คือรากฝอยซึ่งเป็นรากที่มีขนาดเล็กที่สุด มีหน้าที่โดยตรงในการดูดธาตุอาหารต่าง ๆ ผ่านรากแขนง และรากแก้วขึ้นไปเลี้ยงลำต้น สำหรับต้นที่ปลูกจากกิ่งตอนจะไม่มีรากแก้ว มีเพียงรากแขนง และรากฝอยเท่านั้น
     ลำต้น
     โดยปกติมะปรางจะมีลำต้นเป็นแบบเดี่ยว แล้วจะแตกออกเป็นกิ่ง หรือแขนงในส่วนที่อยู่สูงขึ้นไป ส่วนของลำต้นจะเป็นเนื้อไม้แข็ง รูปร่างของต้นกลม เปลือกขรุขระมีสะเก็ด มีขนาดของทรงต้นที่ไม่แน่นอน มีกิ่งแตกออกระเกรระกะ และกิ่งส่วนใหญ่มักจะมีขนาดยาว ไม่ค่อยเป็นระเบียบ
     ใบ
     รูปร่างคล้ายใบมะม่วง แต่จะมีขนาดเล็กกว่า รูปใบหอก โคนและปลายใบเรียวสอบ ใบยาว ลักษณะใบอ่อนจะมีสีม่วงแดง ใบแก่เขียวจัดเป็นมัน มีเส้นใบเด่นชัด การแตกใบเช่นเดียวกับมะม่วงขอบใบเรียบ
     ดอก
     มะปรางออกดอกเป็ฯช่อคล้ายมะม่วงแต่ดอกเล็กกว่า ช่อดอกยาว ก้านดอกย่อยสั้น เมื่อบานกลีบดอกสีเหลืองอ่อน เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีเกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมียอยู่ในช่อเดียวกัน จะเกิดดอกที่ปลายกิ่งที่มีในแก่ทันฤดูการออกดอก หากช่วงฤดูหนาวยังแตกใบอ่อนจะไม่ค่อยออกดอก โดยจะออกดอกปีละครั้ง ประมาณเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม เว้นแต่บางปีที่มีอากาศหนาวเป็นระลอก ๆ อาจแทงช่อดอก 2-3 รุ่นได้
     ผล
     ลักษณะผลมีทั้งทรงกลม และรูปไข่ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ขนาดผลตั้งแต่เท่าผลพุทราเจดีย์ ถึงขนาดไข่เป็ด ผลเมื่อยังอ่อนอยู่ออกสีเขียวจาง ๆ พอโตขึ้นสีเขียวเข้ม เมื่อสุกผิวผลเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน เหลืองส้ม เปลือกผลบางคล้ายมะม่วง เนื้อสีเหลือง เหลืองส้ม เหลืองแดง ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ รสชาติมีทั้งหวาน หวานอมเปรี้ยว หวานมัน ถึงเปรี้ยวจัด
     เมล็ด
     ในหนึ่งผลจะมีเพียงเมล็ดเดียว มีเสี้ยน หรือเส้นใยติดกะลา เมล็ดคล้ายมะม่วง เมล็ดเต็มไปด้วยเนื้อ สีของเมล็ดมีทั้งที่เป็นสีขาว สีชมพู ชมพูอมม่วง และสีม่วง เมล็ดมีรสขมและฝาด