พันธุ์มะปราง
มะปราง หากแบ่งตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ จัดแบ่งออกได้ว 3 ชนิด
1. Bouae microphylla (บูอี้ ไมโครฟิลล่า) คือ เป็นมะปรางที่มีใบเล็ก เช่น มะปรางป่า หรือพวกมะปริง (แต่ไม่ใช่ตะลิงปลิง) ทางภาคใต้ พวกนี้มีรสเปรี้ยว ผลเล็ก สำหรับมะปริงทางภาคใต้นั้น มักนำมาบริโภคผลดิบ ใช้ตำน้ำพริก ใส่แกงส้ม(แทนส้ม) หรือเอามาจิ้มกับมันกุ้ง ล้วนแล้วแต่เป็ฯอาหารพื้น ๆ ทางใต้ มีขึ้นอยู่ทั่วไป แต่หนาแน่นทางภาคใต้ ลักษณะผลกลม หรือกลมรี ผลเล็ก
2. Bouae macrophylla (บูอี้ มาโครฟิลล่า) คือ พวกมะปรางผลใหญ่ขนาดผลเกือบเท่าผลมะม่วง เป็นพันธุ์ของต่างประเทศ อาจจะมาจากอินเดีย มีปลูกแถวแหลมมลายู เท่านั้น
3. Gouae burmanica (บูอี้ เบอมานิก้า) คือ มะปรางโดยทั่ว ๆ ไปที่เราเห็นกัน
ดังนั้น มะปรางที่มีความสำคัญทางไม้ผล คือ กลุ่มของ Bouae burmanica ซึ่งในกลุ่มนี้ยังแบ่งออกตามรสชาติ ที่แตกต่างกันได้อีก 3 ประเภท คือ
1. มะปรางเปรี้ยว หมายถึง มะปรางต้นไหนก็ได้ที่ออกผลมาแล้ว แม้แต่นกกายังเมิน เปรี้ยวจี๊ดแม้ผลจะสุกแล้วก็ตาม นกกาตัวไหนเผลอไปจิกกินเข้าต้องรีบวางทันที เพราะรสเปรี้ยว ถ้าเป็นสำนวนโบราณเขาเรียกมะปรางลักษณะนี้ว่า "กาวาง" มีทั้งผลเล็ก และผลใหญ่ มีทั้งในป่า และในสวน
แต่อย่างไรก็ตาม มะปรางเปรี้ยวก็ใช้ประโยชน์ในการแปรรูปได้ดี เช่น นำไปแช่อิ่ม หรือดอง
2. มะปรางหวาน ซึ่งมะปรางที่มีรสชาติหวานทั้งหมดเขามักเรียกรวม ๆ กันว่า "มะปราง" ดังนั้น คำว่า "มะปราง" แต่เพียงอย่างเดียวในความเข้าใจของคนทั่ว ๆ ไป คือมะปรางที่มีรสหวานนั่นเอง ในอดีตนั้นมะปรางต้นที่มีชื่อเสียงที่สุด คือ ต้นในวังสระปทุม (วังสระปทุมอยู่ข้างเชิงสะพานหัวช้างฝั่งศูนย์การค้าสยาม กรุงเทพฯ) และมะปรางหวานที่ ต.ท่าอิฐ ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ซึ่งมีชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และปัจจุบันรู้จักในชื่อ "มะปรางท่าอิฐ"
3. มะยง ชื่อนี้ออกจะแปลกสักหน่อยในกลุ่มมะปราง มะปราง กับ มะยง แตกต่างกันด้านรสชาติ และคุณสมบัติผลเท่านั้น คือมะปรางต้นไหนที่เมื่อแก่จัดแล้วมีรสหวานและกินแล้วไม่ไอ ไม่ระคายคอ เขาก็เรียกว่า "มะยง"
"มะยง" ยังแยกออกเป็น 2 พวก ได้อีก คือ พวกไหนที่หวานอมเปรี้ยวแต่เพียงมีเปรี้ยวติดเล็กน้อย ให้ชื่อว่า "มะยงชิด" แต่ถ้าต้นไหนเปรี้ยว (มาก) อมหวานบ้าง เขาก็ให้ชื่อว่า "มะยงห่าง"
มะยงชิดที่วังสระปทุม นับเป็นต้นที่มีชื่อเสียงพร้อมกับมะปรางหวานแต่อดีต ปัจจุบันนี้จะมีหลงเหลือต้นอยู่บ้างก็คงน้อยเต็มที แต่อย่างไรก็ตาม มะยงชิดก็มีอยู่ทั่วไปในภาคกลาง และภาคเหนือของประเทศไทย และน่าจะเป็นต้นพันธุ์ดั้งเติมที่ขยายพันธุ์ปลูกกันทั่วทั้งกรุงเทพฯ ธนบุรี และนนทบุรี แล้วแพร่กระจายไปสู่หัวเมืองต่าง ๆ เช่น นครนายก ปราจีนบุรี อันเป็นแหล่งที่มีการปลูกมะปรางพันธุ์ดีกันมาก
ข้อสังเกตมะปราง และมะยง
เพื่อให้ความเข้าใจในเบื้องต้นว่าในกลุ่มมะปราง มีแยกออกเด่นชัด 4 ประเภท ดังกล่าวแล้วข้างต้น คือ มะปราง(มะปรางหวาน และมัน) กาวาง(เปรี้ยว) มะยงชิด(หวานอมเปรี้ยวนิด ๆ) และมะยงห่าง(เปรี้ยวมากกว่าหวาน)
มะปราง คำนี้หมายถึง มะปรางหวานเมื่อสุก และมีรสมันเมื่อแก่(ดิบ) ข้อเสียของมะปรางนั้นคือ มียาง เมื่อกินเข้าไปหลายผล รู้สึกว่าเกิดอาการระคายคอ บ้างก็ไอ ลักษณะผลของมะปรางหวาน เราสังเกตได้ว่า มีผิวนวลออกซีด ๆ นวลใส เขียวไม่จัด(ดิบ) และเมื่อสุกสีเปลี่ยนเป็นเหลืองอ่อน
มะยงชิด คำนี้หมายถึง มะปรางหวานอมเปรี้ยว แต่เมื่อได้ปอกเปลือกออกแล้วความเปรี้ยวก็จะหมดไป(เปรี้ยวบริเวณใต้ผิวเปลือก) ไม่มียางให้รู้สึกระคายคออย่างมะปรางหวาน ลักษณะผลเมื่อดิบสีผิวนวลเข้ม สีเขียวจัดกว่ามะปราง และเมื่อสุกสีจะเปลี่ยนเป็น สีเหลืองเข้ม มิได้เหลืองอ่อนดังเช่นมะปรางหวาน
แต่การพิจารณาลักษณะภายนอกของลำต้น หรือใบ ต่างก็ไม่อาจชี้ชัดเจนได้ว่าต้นใหน คือ มะปรางหวาน ต้นใหนเป็นมะยงชิด เพราะเมื่อมองดูด้วยตาเปล่า ทั้งลำต้นและใบ จะเหมือนกันทุกประการ
กรณีเอาเมล็ดไปปลูกสามารถกลายพันธุ์กลับไปกลับมาได้ อย่างเช่นเอามะยงชิดไปเพาะ อาจกลายเป็นมะยงห่าง หรือมะปรางหวาน หรือกาวาง ก็เป็นได้ ในทำนองเดียวกันเอาเมล็ด "กาวาง" ไปเพาะ อาจกลายเป็นมะปรางหวาน หรือมะยงไปได้ ซึ่งก็เปลี่ยนกลับไปกลับมาใน 2-3 ชนิดนี้ ดังนั้นเรามักจะเห็นว่าแหล่งไหนมีต้นมะปรางจำนวนมากต้น โดยผ่านระยะเวลาหลายสิบปี จะมีทั้งมะปรางหวาน เปรี้ยว มะยงชิด มะยงห่าง แซมซึ่งกันและกัน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น